ในยุคที่โลกหมุนไวและเต็มไปด้วยความวุ่นวายแบบนี้ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรานอนไม่หลับบ่อยที่สุดคงหนีไม่พ้นความกังวลที่ว่า “เราจะเลี้ยงลูกหลานของเราอย่างไร ให้เขาเติบโตมาอย่างเข้มแข็งและมีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน?”
เราทุกคนต่างอยากเห็นลูกหลานเป็น “เกลือและแสงสว่าง” ที่สร้างประโยชน์และส่องประกายความดีงามออกไปใช่ไหมคะ? แต่ความจริงที่น่าสนใจคือ ชีวิตที่ส่องไสวไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติค่ะ แต่มันต้องผ่านกระบวนการ “เตรียมพร้อม” และ “ฟูมฟัก” อย่างตั้งใจ โดยมีสถาบันที่สำคัญที่สุดไม่ใช่โรงเรียนชื่อดังที่ไหน แต่คือ “ครอบครัว” ของเรานั่นเอง
เรามาลองดู 3 รากฐานสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นโรงหล่อชีวิตที่งดงามตามแบบอย่างจากพระคัมภีร์กัน
1. ครอบครัวที่มีความเชื่อ
รากฐานแรกที่เปรียบเสมือนเข็มทิศของบ้านเลยก็คือ “ความเชื่อ” หากลองย้อนไปดูเรื่องราวของโมเสสในฮีบรู 11:23 จะพบว่าบิดามารดาของท่านซ่อนท่านไว้ถึง 3 เดือนด้วยความเชื่อ เพราะพวกเขาเห็นว่าโมเสสเป็น “เด็กน่ารัก” และความเชื่อนี้เองที่ทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก้าวข้ามความกลัวต่อคำสั่งประหารทารกของกษัตริย์ไปได้
ในชีวิตจริง บรรยากาศแห่งความเชื่อในบ้านจะถูกทดสอบเมื่อมีวิกฤตเข้ามา หลายครั้งเราอาจมี “ความเชื่อน้อย” เหมือนเปโตรที่เดินบนน้ำได้แป๊บเดียวพอเห็นคลื่นลมแรงก็เริ่มกลัวจนจมลง
จุดสังเกตง่ายๆ ว่าเรามีความเชื่อแค่ไหน: หากปัญหามาถึงแล้วเราเริ่ม “บ่นหรือโวยวาย” นั่นอาจเป็นสัญญาณของความเชื่อน้อย แต่ถ้าเราสามารถ “นิ่งสงบและวางใจ” ได้ นั่นคือความเชื่อที่แท้จริงและเติบโตแล้ว
การส่งต่อความเชื่อต้องทำอย่างสม่ำเสมอเหมือนที่คุณยายโลอิสส่งต่อให้คุณแม่ยูนิส และถ่ายทอดมาถึงทิโมธี อย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยจับมือลูกอธิษฐาน แต่จงทำให้การอธิษฐานเป็นลมหายใจปกติของบ้านเรา
“ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ และรางวัลแห่งความเชื่อก็คือ… การที่จะได้เห็นสิ่งที่เรามั่นใจได้นั่นเอง” — ออกัสติน (Augustine)
เรื่องเล่าจากชีวิตจริง: พลังแห่งคำอธิษฐานของ “Mama”
มีเรื่องราวที่ซาบซึ้งใจของ E.V. Hill ศิษยาภิบาลท่านหนึ่ง ท่านเติบโตมาในความยากลำบากจนแม่แท้ๆ เลี้ยงไม่ไหว ต้องส่งไปอยู่กับเพื่อนที่ชื่อว่า “Mama” ในเมือง Sweethome แม้ Mama จะไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่เธอเลี้ยงดูเขาด้วยความเชื่อและการอธิษฐานอย่างหนักแน่นว่าเด็กคนนี้จะเป็นพรของโลก
เมื่อถึงวันที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย Mama มีเงินติดตัวเพียง 5 ดอลลาร์ แต่เธอก็ตัดสินใจซื้อตั๋วรถให้เขามุ่งหน้าไปสถาบันการศึกษาด้วยความเชื่อล้วนๆ เมื่อ E.V. Hill ไปถึงและยืนอยู่ในแถวลงทะเบียน เขามีเงินเหลือในกระเป๋าเพียง “เหรียญกว่าๆ” (ประมาณ 40-50 บาท) ในขณะที่ค่าเทอมคือ 80 ดอลลาร์
เขากลัวจนเกือบจะเดินออกจากแถว แต่แล้วเขาก็ระลึกถึงคำพูดของ Mama ที่ว่า “แม่จะอธิษฐานเผื่อลูกเสมอ” และสิ่งที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้นค่ะ เมื่อเขาถูกเรียกชื่อและพบว่าค่าเทอมตลอด 4 ปีถูกชำระไว้เรียบร้อยแล้ว! นี่คืออัศจรรย์ที่เกิดจากความเชื่อและการอธิษฐานของคนเป็นแม่ที่เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งไปตลอดกาล
2. ครอบครัวที่มีความรัก
ความเชื่อที่ไม่มีความรักมักจะไม่นำไปสู่การเสียสละ เหมือนอย่างครอบครัวของโมเสส ทั้งคุณแม่และพี่สาว (มิเรียม) ต่างยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องน้องชาย เพราะความรักทำให้พวกเขากล้าทำในสิ่งที่อันตรายที่สุด
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองเสมอคือ “ตาลูกโตกว่าหู” เด็กๆ จะซึมซับพฤติกรรมจากการดูแบบอย่างของเรามากกว่าฟังคำสั่งสอน ถ้าเราอยากให้เขารักและแบ่งปัน เราต้องแสดงความรักและการให้เห็นเป็นตัวอย่างก่อน
นอกจากนี้ การแสดงความรักที่ทรงพลังที่สุดคือ “การอธิษฐานปกป้อง” แม้ในวันที่ลูกโตจนดูแลตัวเองได้แล้ว เราในฐานะผู้ปกครองก็ยังต้องเป็นป้อมปราการฝ่ายวิญญาณให้เขาเสมอ อย่าให้มีวันไหนที่เราลืมอธิษฐานเผื่อลูกหลาน
“อย่าปกป้องลูกเพียงด้วยพลังของเรา แต่จงปกป้องพวกเขาด้วยรักสุดใจ โดยพึ่งพลังของพระเจ้าผู้ทรงรักและฤทธิ์อำนาจไม่จำกัด”
3. ครอบครัวที่มีปัญญา
รากฐานสุดท้ายคือ “ปัญญา” ซึ่งไม่ใช่แค่ใบปริญญา แต่คือสติปัญญาจากพระเจ้าในการใช้ชีวิต เราเห็นความฉลาดของแม่โมเสสที่ไม่ได้แค่เอาลูกไปทิ้งน้ำตามยถากรรม แต่เธอ “วางกลยุทธ์” อย่างดี ทั้งการสานตะกร้า ยาด้วยยางมะตอยกันน้ำ และเลือกวางในกอปรือริมแม่น้ำไนล์ เพราะรู้ว่า เสียงน้ำจะช่วยกลบเสียงร้องของเด็ก ไม่ให้ใครได้ยินง่ายๆ
แถมพี่สาวอย่างมิเรียมยังใช้ปัญญาเจรจากับพระราชธิดาฟาโรห์ จนทำให้แม่แท้ๆ ได้กลับไปเลี้ยงดูโมเสส แถมยังได้ค่าจ้างอีกด้วย!
ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ “เวลา” มีแนวคิดหนึ่งบอกว่า “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” เพราะช่วงวัย 0-3 ปี คือหน้าต่างแห่งโอกาสที่สำคัญที่สุดในการปลูกฝังสิ่งดีๆ หากเราใส่ใจลูกในช่วงนี้อย่างเต็มที่ เขาจะมีรากฐานที่มั่นคงไปตลอดชีวิต หากใครรู้สึกว่าขาดสติปัญญาในการเลี้ยงดู อย่ากังวล ทูลขอจากพระเจ้าได้เลยตามยากอบ 1:5 พระองค์พร้อมจะประทานให้เราด้วยใจกว้างขวาง
บทสรุป
การสร้าง “บ้าน” ให้เป็นที่บ่มเพาะชีวิตที่ส่องไสว ไม่ได้อาศัยเพียงความพยายามของมนุษย์ แต่ต้องมีกุญแจ 3 ดอกนี้คือ ความเชื่อที่เข้มแข็ง ความรักที่เสียสละ และปัญญาที่มาจากพระเจ้า
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา หรือรู้สึกว่า “สายเกินไปแล้ว” เพราะลูกโตแล้ว อยากหนุนใจว่าเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอในวันนี้ หากไม่ใช่รุ่นลูก เรายังมีรุ่นหลาน หรือแม้แต่เด็กๆ ในชุมชนรอบข้างที่เราสามารถเข้าไปเป็นพระพรและปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้เขาได้
ในวันนี้… ลองกลับมาถามตัวเองดูว่า บ้านของเราเป็นพื้นที่แบบไหน? เป็นที่ที่บ่มเพาะความกลัว หรือเป็นที่ที่ส่องประกายด้วยความเชื่อและความรักที่มาจากพระเจ้า?




