ในโลกที่หมุนไปด้วยการแข่งขัน เรามักจะเผลอเอาตัวเองไปวางไว้ในความสัมพันธ์แบบ “เขา-เรา” หรือ “พวกใคร-พวกมัน” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในออฟฟิศ กลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่ในรั้วคริสตจักร ความขัดแย้งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติเหล่านี้ แท้จริงแล้วกำลังกัดกร่อนความทรงพลังของความเป็นหนึ่งเดียวกันไปอย่างน่าเสียดาย
หากเราย้อนกลับไปดูคริสตจักรในเมืองโครินธ์ เราจะพบปัญหาคลาสสิกที่ทันสมัยอยู่เสมอ นั่นคือการแบ่งพรรคแบ่งพวก สมาชิกรู้สึกว่าต้องเลือกข้างระหว่าง “อาจารย์เปาโล” ผู้บุกเบิกที่ตรากตรำ กับ “อพอลโล” นักเทศน์ผู้มีโวหารจับใจ จนเกิดคำถามว่า “เราเป็นศิษย์ใคร?”
ความจริงที่เปาโลพยายามสื่อสารกับเราผ่านกาลเวลาคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่การที่เรา “หลุดโฟกัส” จากศูนย์กลางที่แท้จริง และนี่คือ 3 ข้อคิดที่จะช่วยเราเปลี่ยนความต่างให้กลายเป็นพลังแห่งการเติบโต
1. หากไม่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ความแตกต่างสามารถนำไปสู่ความแตกแยก
เปาโลเตือนสติเราว่า การที่คนเรายังวนเวียนอยู่กับการอิจฉาริษยาหรือการแบ่งฝ่าย เป็นสัญญาณของ “ทารกฝ่ายวิญญาณ” ที่แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังไม่ยอมเติบโตไปทานอาหารที่หนักและลึกซึ้งกว่าเดิม
ความแตกต่างระหว่างทัศนคติแบบเด็ก (ฝ่ายเนื้อหนัง) กับผู้ใหญ่ (ฝ่ายวิญญาณ):
- ทารกฝ่ายวิญญาณ: มักจดจ่อที่ตัวบุคคล ชอบการเปรียบเทียบ และรู้สึก “มีแผล” ในใจทุกครั้งที่เห็นคนอื่นได้รับการยอมรับมากกว่า
- ผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ: มีวินัยใน “วงจรชีวิต” ที่ครบถ้วน ทั้งการอ่านพระคำ อธิษฐาน สามัคคีธรรม และการออกไปประกาศ จนสามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีและรับใช้ผู้อื่นได้
“ข้าพเจ้าเลี้ยงท่านด้วยน้ำนม มิใช่ด้วยอาหารแข็ง เพราะว่าเมื่อก่อนท่านยังไม่สามารถรับ และถึงตอนนี้ท่านก็ยังไม่สามารถทำได้” (1 โครินธ์ 3:2)
ในพระธรรมฮีบรูยังย้ำเตือนเราอีกว่า หลายคนควรจะเป็น “ครู” ได้แล้ว แต่กลับต้องมานั่งเรียนหลักธรรมเบื้องต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะหัวใจยังไม่ยอมก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งเล็กน้อยเพื่อไปสู่พันธกิจที่ใหญ่กว่า ฟังข้อคิดที่ 1
2. เมื่อให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ความแตกต่างจะกลายเป็นพลัง
เรามักให้ค่ากับ “บทบาท” ที่มองเห็นได้ด้วยตาจนเผลอยกย่องมนุษย์เกินควร เปาโลชี้ให้เห็นความจริงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า ทุกคนเป็นเพียงผู้รับใช้ที่ทำหน้าที่คนละส่วน เปาโลอาจเป็นผู้บุกเบิก (ปลูก) และอพอลโลอาจเป็นผู้สอนเสริม (รดน้ำ) แต่ไม่มีใครสำคัญไปกว่าใคร
บทเรียนที่น่าสนใจคือ แม้แต่คนเก่งระดับ อพอลโล ซึ่งเป็นชาวยิวจากอเล็กซานเดรียที่มีโวหารดีและชำนาญพระคัมภีร์ เขาก็ยังยอมรับการ “ขัดเกลา” จาก ปริสสิลลาและอาควิลลา (พี่เลี้ยง) เพื่อพัฒนาศักยภาพของเขาให้สมบูรณ์ขึ้น
เมื่อเรายอมรับว่าแต่ละคนมีของประทานที่ต่างกัน และการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ความต่างจะเลิกเป็นชนวนเหตุของความแตกแยก แต่จะกลายเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อกันจนเห็นภาพแผ่นดินของพระเจ้าที่ชัดเจนขึ้น
อันตรายที่สุดของการอยู่ร่วมกันคือการเปลี่ยน “พี่น้อง” ให้กลายเป็น “คู่แข่ง” เหมือนกรณีของกษัตริย์เซาโลที่อิจฉาดาวิดเพียงเพราะเสียงสรรเสริญของมนุษย์ จนนำไปสู่จุดจบที่น่าเศร้า
กรณีศึกษา: เมื่อของประทานไม่เหมือนกัน มีเรื่องราวของผู้รับใช้ท่านหนึ่งที่เคยรู้สึกด้อยค่าและเริ่มประชดประชันเพื่อนร่วมทีมชาวต่างชาติ เพราะเพื่อนคนนั้นมีทักษะภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยม พรีเซนต์งานได้โดดเด่นจนทีมเป็นที่รู้จัก แต่ตัวเขากลับสื่อสารภาษาอังกฤษได้เพียงงูๆ ปลาๆ จนเกือบจะทำให้ทีมต้องแตกสลาย
แต่เมื่อเขาเปลี่ยนมุมมองและยอมรับความจริง เขาพบว่าเพื่อนมีของประทานด้าน “ภาษาและการนำเสนอ” ส่วนตัวเขามีของประทานด้าน “วัฒนธรรมท้องถิ่นและการเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย” ซึ่งเข้าถึงหัวใจชาวบ้านได้ลึกซึ้งกว่า การร่วมมือกันจึงเกิดขึ้น เพื่อนพรีเซนต์เพื่อหาทรัพยากร ส่วนเขานำทรัพยากรนั้นไปใช้ในชุมชนผ่านภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจ ผลลัพธ์ที่ได้จึงยิ่งใหญ่กว่าการทำคนเดียวหลายเท่า
การอิจฉาคือการทำลายรากฐานความสัมพันธ์ แต่การชื่นชมยินดีในของประทานของผู้อื่นคือการสร้างคริสตจักร ฟังข้อคิดที่ 2
3. เมื่อมีพระคริสต์เป็นรากฐาน คริสตจักรก็เข้มแข็ง
ไม่ว่าเราจะสร้างอาคารชีวิตให้ดูสวยงามเพียงใด สิ่งที่ตัดสินว่ามันจะยั่งยืนหรือไม่คือ “รากฐาน” เปาโลย้ำว่าไม่มีรากฐานใดที่จะมั่นคงไปกว่าพระเยซูคริสต์ หากเราเผลอวางรากฐานไว้ผิดที่ ผลลัพธ์ที่ตามมามักจะเจ็บปวดเสมอ:
- วางบนคำชมเชยของมนุษย์: เมื่อไม่มีใครเห็นสิ่งที่ทำ หรือไม่มีคนเอ่ยปากชม เราจะรู้สึกท้อถอย หมดกำลังใจ และเข้าสู่ภาวะ Burnout ได้ง่าย
- วางบนความสำเร็จ: เราจะเริ่มแข่งขันและกดคนอื่นลงเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้น ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเครียดจากการต้องพิสูจน์ตนเองตลอดเวลา
- วางบนตัวบุคคล: เราจะเริ่มเลือกที่รักมักที่ชัง และเมื่อผู้นำที่ชื่นชอบทำผิดพลาด ความเชื่อของเราก็พร้อมจะสั่นคลอนตามไปด้วย
เมื่อรากฐานถูกต้อง คือสร้างอยู่บนพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียว เราจะสามารถทำหน้าที่เป็นอวัยวะที่ต่างกันได้อย่างภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายหน้าหรือฝ่ายสนับสนุนเบื้องหลัง อาคารแห่งนี้ก็จะแข็งแรงและเป็นแสงสว่างที่ส่องออกไปสู่สังคม ฟังข้อคิดที่ 3
บทสรุป
ความแตกต่างจะไม่ทำลายเรา ถ้าเราให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ก่อนจะเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ ลองหยุดนิ่งและสำรวจหัวใจตนเองด้วยคำถาม 3 ข้อนี้:
- ตอนนี้หัวใจเราเป็นอย่างไรเมื่อเห็นคนอื่นดีกว่า? (เรายินดีด้วยใจจริง หรือมีความรู้สึกน้อยใจซ่อนอยู่?)
- พระเจ้าเรียกเราให้ทำหน้าที่อะไรในตอนนี้? (เรากำลังสัตย์ซื่อในส่วนของเราและสนับสนุนส่วนของผู้อื่นอยู่หรือไม่?)
- ชีวิตเรากำลังสร้างอยู่บนรากฐานอะไร? (คำชม ความสำเร็จ หรือองค์พระผู้เป็นเจ้า?)
หากวันนี้เราให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางจริงๆ ความแตกต่างที่เราเคยมองว่าเป็นปัญหา จะกลับกลายเป็น “พลัง” ที่ทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างงดงามและเป็นธรรมชาติในพระคุณของพระองค์

