เคยไหมที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า “ถ่านไฟในใจ” มันมอดลงจนเหลือเพียงแสงริบหรี่? ในวันที่พายุแห่งปัญหาถาโถม ไม่ว่าจะเป็นภาระงานที่หนักอึ้ง หรือความเจ็บปวดในใจที่ไม่มีใครมองเห็น แสงไฟในชีวิตเราที่เคยลุกโชติช่วงอาจวูบวาบจนเกือบดับลง สภาวะนี้ทำให้เราอยากปิดกั้นตัวเอง ไม่อยากพบเจอใคร และไร้กำลังที่จะฉายแสงแห่งความสุขออกมาเหมือนเคย
แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ฉันอยากชวนคุณย้อนกลับไปดูเรื่องราวของหญิงคนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่เผชิญกับ “ความริบหรี่” ถึงขีดสุด เธอทนทุกข์จากโรคโลหิตตกมานานถึง 12 ปี สูญเสียทั้งทรัพย์สิน กำลังกาย และตกเป็นที่รังเกียจของสังคม แต่ในวันที่เธอกำลังจะหมดแรง แสงแห่งความหวังกลับสว่างขึ้นอีกครั้ง บทเรียนจากชีวิตของเธอจะช่วยฟื้นฟูกำลังใจให้คุณลุกขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร? มาหาคำตอบไปพร้อมกันค่ะ
ประการที่ 1. การฟื้นฟูใจ..ก่อร่างจากความเข้าใจ
การฟื้นใจที่ยั่งยืนไม่ได้เริ่มที่ความรู้สึก แต่เริ่มที่ “ความเข้าใจ” ในพระคุณของพระเจ้า หากเราสังเกตให้ดี เรื่องราวในมัทธิวบทที่ 9 มีรายละเอียดที่น่าอัศจรรย์ใจคือ “ตัวเลข 12” ที่เชื่อมโยงคนสองคนไว้ด้วยกัน คือนายธรรมศาลาผู้มีอำนาจที่มาขอให้พระเยซูไปช่วยลูกสาววัย 12 ปีที่กำลังจะตาย กับหญิงที่ทนทุกข์มา 12 ปีเต็ม
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการสำแดงว่าพระคุณของพระเจ้าไม่มีกำแพงชนชั้นกั้น ระหว่างนายธรรมศาลาผู้สูงส่งกับหญิงมลทินที่สังคมรังเกียจ พระเจ้าทรงหยิบยื่นความเมตตาให้เท่าเทียมกัน คุณเคยรู้สึกไหมว่าสถานะหรือความผิดบาปในอดีตกำลังกั้นคุณออกจากพระเจ้า? ความจริงคือพระองค์ทรงรอให้เราใช้หลักการ “ขอ…หา…และเคาะ” อยู่เสมอ
“จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่เขา” (มัทธิว 7:7)
เมื่อเราเข้าใจว่าพระเยซูคือแหล่งความหวังที่ไม่จำกัด ยิ่งเราจดจ่อที่พระสัญญามากกว่าความรู้สึกที่ผันผวน รากฐานใจของเราจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เพราะพระสัญญาของพระองค์ไม่เคยล้มเหลวแม้แต่ข้อเดียว ฟังประการที่ 1
ประการที่ 2. การฟื้นใจ…กอร์ปด้วยความเชื่อ
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนได้ยินเรื่องพระเจ้าแล้วชีวิตเปลี่ยน แต่บางคนกลับนิ่งเฉย? คำตอบคือความเชื่อที่แท้จริงต้องมีการขยับเขยื้อนครับ หญิงคนนี้ไม่ได้เพียงแค่ “คิด” ในใจว่า “ถ้าได้แตะชายฉลองของพระเยซูคงจะหาย” แต่เธอตัดสินใจ “เบียดเสียดฝูงชน” เข้าไปสัมผัสพระองค์จริงๆ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงและเสี่ยงต่อการถูกตำหนิก็ตาม
ลองดูตัวอย่างของ Mel Fisher (เมล ฟิชเชอร์) นักล่าสมบัติชาวอเมริกัน ผู้มุ่งมั่น เขาใช้เวลาถึง 16 ปีในการค้นหาซากเรือสเปนที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก แม้คนอื่นจะล้มเลิกไปนานแล้ว แต่ความหวังที่ประกอบด้วยการกระทำทำให้เขาค้นพบสมบัติมูลค่ามหาศาลในที่สุด
จำไว้ว่า ความเชื่อที่แท้จริงต้องมีการแสดงออก หากวันนี้คุณบอกว่าเชื่อในพระเจ้า แต่ยังไม่กล้าก้าวออกจากความกลัวเพื่อไป “แตะชายฉลองพระองค์” ในชีวิตจริง คุณอาจจะพลาดสัมผัสแห่งการอัศจรรย์ไปอย่างน่าเสียดาย วันนี้คุณได้ลองลงมือทำบางสิ่งที่พิสูจน์ความเชื่อของคุณแล้วหรือยัง? ฟังประการที่ 2
ประการที่ 3. การฟื้นใจ…เกิดผลโดยพระคุณ
หลายครั้งเวลาที่เราอธิษฐาน เรามักเผลอทำตัวเป็นเจ้านายที่สั่งให้พระเจ้าทำตามกิเลสตัณหาหรือความต้องการของเราทันที แต่การฟื้นใจที่แท้จริงเกิดจากการรอคอยด้วยความไว้วางใจว่าพระองค์จะประทาน “สิ่งที่ดีที่สุด” ในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ตามใจเราเสมอไป
พระเจ้ามีคำตอบให้เรา 3 รูปแบบเสมอ:
- ให้ทันที: เมื่อสิ่งนั้นเหมาะสมกับแผนการของพระองค์
- ปฏิเสธ: เพื่อปกป้องเราจากอันตรายที่มองไม่เห็น (เพราะสิ่งที่ขออาจมาจากความโลภ)
- ให้รอ: เพื่อบ่มเพาะความเชื่อให้เติบโต
เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองจากการตัดพ้อเป็นการขอบพระคุณ ใจที่อ่อนล้าจะได้รับการเสริมกำลัง เพราะเราตระหนักว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสถานการณ์เพื่อผลดีของเรา ฟังประการที่ 3
บทสรุป
การจะลุกขึ้นใหม่จากความอ่อนล้า ไม่ได้อาศัยเพียงแค่แรงฮึดชั่วคราว แต่เป็นการรับการฟื้นใจจากแหล่งกำเนิดที่แท้จริง:
- ความเข้าใจ: ตระหนักว่าพระคุณของพระเจ้านั้นเท่าเทียมและไม่มีกำแพงกั้น
- ความเชื่อ: กล้าที่จะลงมือทำและขยับเข้าหาพระองค์ผ่านอุปสรรค
- พระคุณ: ไว้วางใจในคำตอบและน้ำพระทัยที่ดียิ่งกว่าของเราเอง
วันนี้คุณอาจรู้สึกเหมือนแสงไฟที่ใกล้ดับ แต่พระเยซูคริสต์ทรงอยู่ท่ามกลางเราและพร้อมจะเมตตาคุณเสมอ “คุณพร้อมที่จะเบียดเสียดฝูงชนแห่งปัญหา เพื่อเข้าไปแตะชายฉลองของพระองค์ในวันนี้แล้วหรือยัง?” เพียงแค่สัมผัสเดียวด้วยความเชื่อ ชีวิตที่ริบหรี่ของคุณอาจกลับมาสว่างไสวได้มากกว่าที่เคยเป็น




