ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย หลายครั้งเรามักจะใช้ชีวิตอยู่ในโหมด “รอคอย” เราบอกตัวเองว่า “รอให้ลูกเรียนจบก่อนค่อยรับใช้” “รอให้หายป่วยก่อนค่อยทำสิ่งดีๆ” หรือ “รอให้รวยกว่านี้ก่อนค่อยแบ่งปัน” เราติดกับดักของความรู้สึกไม่พร้อม โดยหวังว่าวันหนึ่งเมื่อปัญหาทุกอย่างคลี่คลาย เราถึงจะเริ่มต้นเป็นแสงสว่างได้
แต่ในความเป็นจริง ความมืดไม่เคยรอใคร และความสว่างก็มีไว้เพื่อส่องในที่ที่มืดมิดที่สุด หากเรามัวแต่รอให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ เราอาจจะพลาดโอกาสที่สำคัญที่สุดไป
——————————————————————————–
1. “ความพร้อม” คือกับดัก และเวลาของคุณมาถึงแล้ว
ในพระธรรมอิสยาห์ บทที่ 60:1 กล่าวว่า “จงลุกขึ้นฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว” หากเราดูบริบททางประวัติศาสตร์ อิสยาห์แบ่งออกเป็นสองช่วงใหญ่ ช่วงแรก (บทที่ 1-39) คือการพิพากษาและการตำหนิความบาป ส่วนช่วงที่สอง (บทที่ 40-66) คือการปลอบโยนและมอบความหวัง ประโยค “จงลุกขึ้น” นี้จึงไม่ใช่เพียงคำแนะนำ แต่เป็น “คำสั่ง” ที่มาถึงคนในยุคที่เพิ่งผ่านความล้มเหลวและตกต่ำอย่างที่สุด
เรามักจะหลอกตัวเองว่า “ยังไม่ถึงเวลา” เหมือนที่พระเยซูเคยตรัสกับเหล่าสาวกหลังจากทรงสนทนากับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ สาวกมักคิดว่าต้องรอเวลาเก็บเกี่ยวอีกนาน แต่พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่าทุ่งนานั้น “เหลืองอร่าม” พร้อมเก็บเกี่ยวตั้งแต่วินาทีนั้น
“ท่านบอกว่าอีก 4 เดือนจะถึงเวลาเกี่ยวไม่ใช่หรือ? แต่เราบอกท่านว่า… ถึงเวลาแล้ว ไม่ใช่ 4 เดือน คือตอนนี้แล้ว”
ในชีวิตจริง เราไม่มีวันพร้อม 100% ไม่ว่าจะเป็นการมีลูก การเริ่มธุรกิจ หรือการรับใช้ หากมัวแต่รอความพร้อม เราจะไม่ได้เริ่มเลย เพราะความสว่างของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดจำกัดของเรา แต่ขึ้นอยู่กับพระสิริของพระองค์ที่ฉายลงมาเหนือเรา
——————————————————————————–
2. คุณคือ “ตะเกียง” ไม่ใช่แค่ “กระจกสะท้อน”
การเป็นคริสเตียนไม่ใช่การ “พยายาม” ทำตัวให้ดีเพื่อสะท้อนแสงจากที่ไกลๆ เหมือนดาวเคราะห์อย่างดาวศุกร์หรือดวงจันทร์ที่ไม่มีแสงในตัวเอง แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยน “ธรรมชาติภายใน” ของเราใหม่ เมื่อเรามีความเชื่อ เรากลายเป็น “ลูกของความสว่าง” โดยธรรมชาติ
ลองนึกถึงภาพ “ตะเกียง” ในสมัยก่อนที่ต้องมีน้ำมันและไส้ตะเกียง ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ การดูแลตะเกียงเป็นงานที่เลอะเทอะ การดึงไส้ตะเกียงขึ้นมาทำให้มือสกปรกและเปื้อนน้ำมัน แต่ถ้าไม่มีการดูแลไส้ตะเกียงนั้น แสงสว่างก็เกิดขึ้นไม่ได้ การเป็นแสงสว่างจึงไม่ใช่เรื่องของความสวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่คือการยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในส่วนที่ “เลอะเทอะ” ของชีวิตเรา เพื่อให้เราส่องสว่างได้จริง
ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างธรรมชาติเก่าและใหม่:
• ชีวิตเก่าในความมืด: เต็มไปด้วยความบาป , การถูกกดขี่ , ความทุกข์ระทม และความมืดมิดที่สัมผัสได้
• ชีวิตใหม่ในความสว่าง: เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี ความรอด และพระสิริของพระเจ้า
หากตะเกียงไม่ส่องสว่าง มันก็ไม่ใช่ตะเกียง เช่นเดียวกับที่เราต้องระวังไม่ให้ถูกโยนทิ้งไปใน “ที่มืดภายนอก” เหมือนแขกที่ไม่มีชุดสำหรับงานเลี้ยงมงคลสมรสในคำอุปมาของพระเยซู เพราะแสงสว่างคือ “ตัวตน” ที่เราต้องสวมทับไว้เสมอ
——————————————————————————–
3. พลังของแสงสว่างที่มองเห็นได้ในความมืดมิด
โลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยข่าวสารที่น่าเครียดเปรียบเสมือนความมืดที่ปกคลุมแผ่นดิน ในความมืดมิดนี้เองที่ทำให้แสงสว่างเพียงเล็กน้อยกลายเป็นสิ่งล้ำค่า
เปรียบได้กับ “หิ่งห้อย” ในคืนที่มืดสนิท แม้แสงจะริบหรี่ แต่ทุกคนก็มองเห็นและอยากเดินเข้าไปหา หรือเรื่องราวของ “อาจารย์” ท่านหนึ่งที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดท่ามกลางพายุหิมะอันโหดร้ายในต่างแดน ในวินาทีที่ความหวังเริ่มมอดดับ ท่านพยายามรักษาพลังงานและมองหาทางรอด จนกระทั่งเห็น “แสงสะท้อนจากมุมหลังคาบ้าน” แสงเล็กๆ นั้นทำให้ท่านรู้ว่า “นั่นคือบ้านคน” และมีแรงฮึดที่จะเดินไปจนรอดชีวิต
ความดีเล็กๆ น้อยๆ หรือทัศนคติที่เต็มไปด้วยความหวังของคุณในที่ทำงานหรือในครอบครัว อาจเป็น “มุมหลังคาบ้าน” ที่ช่วยฉุดรั้งชีวิตของคนที่กำลังสิ้นหวังให้ก้าวเดินต่อได้
——————————————————————————–
4. แสงสว่างที่แท้จริงวัดกันที่ “หลังพวงมาลัย” ไม่ใช่แค่ในโบสถ์
ข่าวประเสริฐไม่ใช่ “กิจกรรม” ที่เกิดขึ้นในโบสถ์ แต่มันคือ “วิถีชีวิต” โบสถ์คือที่ที่เรามารับการฟื้นฟูและนมัสการ แต่แสงสว่างที่แท้จริงต้องติดตามคุณไปทุกที่ เพราะมันอยู่ในตัวคุณ ไม่ใช่ในอาคาร
ลองถามตัวเองแบบสารภาพตรงๆ ดูว่า ความสว่างของคุณกลายเป็น “ไฟสูง” ที่ส่องด่าคนอื่นด้วยความโกรธหรือไม่ เมื่อมีคนขับรถตัดหน้าคุณบนถนนพระราม 9 หรือท่ามกลางรถติดในคลอง 3?
• ตอนขับรถ: คุณสำแดงสันติสุขหรือสำแดง “ตัวตนเก่า” ที่มืดมนออกมา?
• ตอนกินข้าว: คุณปฏิบัติต่อพนักงานบริการด้วยความเมตตาเหมือนที่พระเจ้าเมตตาคุณหรือไม่?
คนในโลกอาจไม่เชื่อในพระเจ้าที่คุณมองไม่เห็น แต่เขาจะเริ่ม “เชื่อใจ” ในพระเจ้าผ่านชีวิตที่คุณสำแดงออกมา หากเรายังเป็นคริสเตียนที่คบไม่ได้ หรือพูดจาตลบตะแลง แสงสว่างในตัวเราก็คงมัวหมองจนไม่มีใครอยากเดินตาม
——————————————————————————–
บทสรุปและข้อคิดทิ้งท้าย
ในประเทศไทยที่มีประชากรหลัก 70 ล้านคน มีคริสเตียนอยู่ไม่ถึง 0.3% นั่นหมายความว่าพระเจ้าทรงเลือกคุณให้เป็น “คนพิเศษ” และมีความหมายอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของพระองค์ ไม่ว่าคุณจะย้ายถิ่นฐานมาจากเชียงราย หรืออาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกย่างก้าวของคุณมีวัตถุประสงค์เสมอ
อย่าปล่อยให้ความรู้สึก “ไม่ดีพอ” มาบดบังแสงในตัวคุณ เพราะโลกไม่ได้ต้องการแสงที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการแสงที่ส่องสว่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน
วันนี้คุณจะยอมให้แสงสว่างในตัวคุณส่องออกมาผ่านเรื่องเล็กๆ เรื่องไหนบ้าง? เพราะการเริ่มเป็นแสงสว่างตั้งแต่วินาทีนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความหวังใหม่สำหรับคนที่เดินผ่านคุณในวันนี้ก็ได้
