มีเรื่องเล่าจากโรงงานแห่งหนึ่ง พนักงานคนหนึ่งโชคร้ายติดอยู่ในห้องแช่แข็งนานถึง 5 ชั่วโมง ในขณะที่เขากำลังจะถอดใจ พนักงานรุ่นเก๋าที่ทำงานในโรงงานมานานกว่า 35 ปี กลับเดินมาเปิดประตูช่วยเขาไว้ได้ทันเวลา
เมื่อถามว่าทำไมเขาถึงเอะใจ พนักงานท่านนั้นตอบว่า “ในโรงงานที่มีคนหลายร้อยคน ผมมักจะรู้สึกเหมือนเป็นคนล่องหน แต่คุณคือคนเพียงไม่กี่คนที่ทักทายผมว่า ‘สวัสดี’ ทุกเช้า และบอก ‘ลาก่อน’ ทุกเย็น วันนี้ผมได้ยินคำสวัสดีของคุณตอนเช้า แต่จนเลิกงานผมยังไม่ได้ยินคำลาก่อน ผมจึงรู้ว่าคุณต้องยังไม่ออกไปแน่ๆ”
การทักทายที่ดูเหมือนเล็กน้อยกลับกลายเป็นสายใยที่ช่วยชีวิตคนได้ เช่นเดียวกับ “คริสตจักร” หรือสังคมแห่งความเชื่อ เราไม่ได้ถูกเรียกมาเป็นเพียงสมาชิกสโมสรที่ต่างคนต่างอยู่ แต่เราคือ “ครอบครัว” ที่ต้องมองเห็นตัวตนของกันและกัน เพื่อที่จะส่องสว่างความรักของพระเจ้าผ่านความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ ของเพื่อนมนุษย์
ท่าทีที่ 1: อาสาที่จะทำ
เมื่ออิสราเอลทำบาปและต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของโมอับยาวนานถึง 18 ปี พระเจ้าทรงเลือก “เอฮูด” บุตรเกราแห่งเผ่าเบนยามินให้มาเป็นผู้ช่วยกู้ ความน่าสนใจคือเขาเป็นคนถนัดซ้าย ซึ่งในยุคนั้นมักถูกมองว่าเป็นคนกลุ่มน้อย แต่คนเผ่าเบนยามินนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเชี่ยวชาญในการใช้สลิงอย่างแม่นยำ
เอฮูดไม่ได้ใช้ความแตกต่างเป็นข้ออ้างที่จะปฏิเสธ แต่เขา “อาสา” รับใช้อย่างเต็มใจ การอาสาที่แท้จริงไม่ใช่การทำตาม “อารมณ์” ที่ผันผวน แต่คือการทำด้วยความเข้าใจในพระคุณที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา
“แม้อารมณ์ของเรามักผันผวน แต่ความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรานั้นไม่เป็นเช่นนั้น” — C.S. Lewis
ท่าทีที่ 2: จำต้องเสียสละ
ในยุคนั้น อิสราเอลต้องสูญเสีย “เมืองต้นอินทผลัม” (เยรีโค) ซึ่งเป็น พืชเศรษฐกิจสำคัญ และเป็นแหล่งรายได้หลักให้กับศัตรู การถูกยึดเมืองนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศักดิ์ศรี แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนเดือดร้อนอย่างหนัก
เอฮูดต้องยอม “จ่ายราคา” ด้วยชีวิต เขาทำดาบสองคมซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าเพื่อเข้าหาพระราชาเอกโลน นี่ไม่ใช่ภารกิจที่ทำเมื่อสะดวก แต่คือการเสียสละที่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและการตัดสินใจที่แน่วแน่ เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “ความรอด” ที่ได้มาเปล่าๆ กับ “การเป็นสาวก” ที่ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย
“ความรอดพ้นบาปได้มาเปล่าๆ แต่การเป็นสาวก คุณจะต้องจ่ายราคาด้วยชีวิต” — Dietrich Bonhoeffer
ท่าทีที่ 3: วิริยะด้วยปัญญา
เอฮูดไม่ได้ใช้เพียงแค่กำลัง แต่เขาใช้ “สติปัญญา” ในการวางแผน เขาเลือกทำดาบขนาดพอดีและซ่อนไว้ที่ต้นขาขวาเพื่อให้แนบเนียนที่สุดเมื่อต้องชักออกมาด้วยมือซ้ายที่เขาถนัด การทำงานของพระเจ้าต้องการทั้งความพยายาม และปัญญา
ในพระธรรมลูกาเตือนเราว่า หลายครั้งคนในโลกยังใช้ปัญญาในการหาเงินทองมากกว่าที่ “ลูกของความสว่าง” ใช้ปัญญาในพันธกิจของพระเจ้า เราถูกเรียกให้ทำหน้าที่เป็น “ปุโรหิต” ในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การทำศาสนพิธี แต่คือการใช้ปัญญาในการปรนนิบัติ การอธิษฐาน และที่สำคัญที่สุดคือ “การให้อภัย” เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวของพระเจ้าให้ขับเคลื่อนต่อไปได้
ท่าทีที่ 4: ไม่อวดตัวว่าเก่งกล้า
หลังจากภารกิจสำเร็จ เอฮูดไม่ได้ป่าวประกาศว่าเขาเก่งแค่ไหน แต่เขากลับไปรวมพลและกล่าวว่า “จงตามเรามาเถิด เพราะพระยาห์เวห์ทรงมอบศัตรูของพวกท่านไว้ในมือของท่านแล้ว”
เขาไม่ได้ยกตนเอง แต่ยกเกียรติให้พระเจ้า นี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานใหญ่ หากเราอยากเป็นคนที่พระเจ้าใช้ได้ เราต้องจดจำความจริงข้อนี้ไว้เสมอ:
“หากไม่มีเรา พระเจ้ายังทรงเหมือนเดิม แต่หากขาดพระคุณพระเจ้า เราจะไม่มีวันเหมือนเดิม”
การสอนลูกหลานให้รู้ว่าความสามารถและเทคโนโลยีที่เขามีนั้นมาจากพระเจ้า จะช่วยให้พวกเขาวางเป้าหมายชีวิตไว้ที่การถวายเกียรติแด่พระองค์ ไม่ใช่เพื่อสร้างอาณาจักรของตนเอง
ท่าทีที่ 5: ไม่รอช้าเมื่อมีโอกาส
ทันทีที่สบโอกาส เอฮูดเป่าเขาสัตว์เรียกกองทัพทันที เขาไม่รอช้าและไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป บทเรียนนี้เตือนใจเราเรื่อง “วินัยทางจิตวิญญาณ”
เปรียบเหมือนแอปพลิเคชันออกกำลังกาย ในช่วงแรกที่เราโหลดมา เราจะตื่นเต้นคอยเช็กจำนวนก้าวตลอดเวลา แต่พอผ่านไปสักพักความตื่นเต้นหายไป เราก็เลิกดูและเลิกเดิน คริสตจักรก็เปรียบเสมือน “แอปพลิเคชัน” ที่ช่วยกระตุ้นและเตือนใจเรา แต่ตัวเราเองต้องมี วินัยในการลงมือทำ อย่างจริงจัง เหมือนที่พระเยซูทรงจริงจังในการสละชีวิตเพื่อช่วยเราจนสำเร็จบนกางเขน
อย่าเป็นเหมือนชาวโครินธ์ที่มีทรัพยากรครบแต่ทำไม่เสร็จ แต่จงเป็นเหมือนชาวมาซิโดเนียที่แม้จะยากจนและมีปัญหา แต่ก็ลงมือทำจนสำเร็จด้วยใจที่มุ่งมั่น
——————————————————————————–
บทสรุป
การเป็น “แสงสว่าง” ไม่ได้หมายถึงการต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนโลกตะลึงเสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากการเห็นค่าของคนข้างๆ การอาสาทำหน้าที่อย่างไม่เกี่ยงงอน การใช้สติปัญญาแก้ปัญหาด้วยใจที่ถ่อม และการไม่ปล่อยให้โอกาสในการทำดีหลุดลอยไปเพราะความลังเล
“เรากำลังเปิดเผยพระคุณและความรักของพระเจ้ามากขึ้น โดยความรักกันและกันผ่านการงานของเรา” — แม่ชีเทเรซา
วันนี้คุณพร้อมหรือยังที่จะเป็น “เอฮูด” ในเวอร์ชันปัจจุบัน เพื่อส่องสว่างความรักของพระเจ้าให้แก่คนรอบข้างที่คุณเคยอาจจะมองข้ามไป?




